16 ส.ส.ภาคกลาง ส่อจะทิ้ง พรรค พลังประชารัฐ ในการเลือกตั้งครั้งหน้า!

         (29 มิ.ย.) นายสุชาติ ชมกลิ่น ส.ส.ชลบุรี พรรค พลังประชารัฐ (พปชร.) ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวที่หลุดออกจากตำแหน่ง รมว.แรงงาน ว่า การจัดตั้งครม.ตนเพิ่งทราบวันที่ 11 มิถุนายนที่ผ่านมา หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้ส่งรายชื่อผู้ที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีให้นายกฯ โดยบอกว่าที่ส่งมาไม่เปลี่ยนแล้วใช่ไหม

         โดยนายกฯ ไม่ได้รับปากตอนนั้นใครอยู่ตำแหน่งไหน ถามว่าโอเคตามนั้นนะ ไม่เปลี่ยนแล้วใช่ไหม ซึ่งก็ไม่ได้รับปากว่าจะไม่มีการเปลี่ยนโผ ครม.แต่ก็ผ่านไปเกือบเดือนออกมาแบบนี้ สับเปลี่ยนกันไปมา ในกลุ่ม ส.ส.ภาคกลาง 16 คน ก็ต้องรู้สึกตกใจบ้าง แต่เมื่อเป็นดุลพินิจของนายกฯ

         “ผม และส.ส.ในกลุ่มภาคกลางก็ได้ยอมรับในกติกา แต่สิ่งที่เป็นห่วงเวลาก็นี้คือ ส.ส.ภาคกลางมี 90 เขต พลังประชารัฐได้มาเยอะสุด 36 เขต วันนี้ภาคกลางเป็นฐานสำคัญพลังประชารัฐ และอยากให้พล.อ.ประยุทธ์กลับมาเป็นนายกฯอีกสมัยในการเลือกตั้งครั้งหน้า ดังนั้นต้องทำภาคกลางให้เติบโตให้ได้ 50-60 คน เพื่อที่จะสู้ประชาธิปัตย์กับภาคใต้ สู้เพื่อไทยกับภาคอีสานและเหนือ แต่ถ้าไม่มีตัวแทนในกลุ่มเป็นรัฐมนตรี ในอนาคตก็จะอยู่กันแบบไหนให้คำตอบไม่ได้ในการเลือกตั้งครั้งหน้า” นายสุชาติ ได้กล่าวไว้

เผยรับใช้ชาติมาตั้ง 50 ปี ให้อยู่ต่อไปคงตายก่อน “บิ๊กป้อม”

         14 มิ.ย. 62 –บิ๊กป้อม หรือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ได้กล่าวถึงกรณีที่หลายฝ่ายอยากให้อยู่ในตำแหน่งต่อไปเพื่อที่จะรับผิดชอบงานการแก้ไขปัญหาประมงผิดกฎหมายหรือไอยูยูว่า “คนมีเยอะแยะ แต่ดูร่างกายผมซิ มันไม่ค่อยจะดีแล้ว”

         ผู้สื่อข่าวถามว่า มีคนมองว่าควรที่จะอยู่รับใช้ชาติต่อไปอีก พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ก็อยู่มา ตั้ง 50 กว่าปีแล้ว เมื่อถามต่อว่าถ้าจะอยู่ต่ออีก 4 ปีก็คงไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า “โอ๊ย …ตายก่อน”

         ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวก็พยายามซักให้ชัดเจนว่าจะคงอยู่ในตำแหน่งรองนายกฯตำแหน่งเดียวเลยหรือว่าควบตำแหน่ง รมว.กลาโหมด้วย แต่พล.อ.ประวิตร ก็ได้ปฏิเสธที่จะตอบคำถาม โดยระบุว่าขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรี ตอนนี้ยังบอกไม่ได้ ยังครึ่งๆ กลางๆอยู่

“แย่งเก้ากันอี้อุตลุด” เปิดเบื้องลึกพรรคประชาธิปัตย์เปิด 7 รายชื่อรัฐมนตรี

        15 มิ.ย. 62 – ผู้สื่อข่าวรายได้งานว่า ภายหลังจากการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคร่วมกับ ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์ ยาวนานกว่า 4 ชั่วโมง ตั้งแต่เวลา 17.40 น.จนถึงเวลา 22.00 น. วานนี้ ที่ประชุมจึงได้ข้อยุติเบื้องต้นใน 7 รายชื่อที่คณะกรรมการบริหารพรรคได้เสนอให้พิจารณา โดยมีปัญหาในสองรายชื่อ คือ นายนิพนธ์ บุญญามณี และ คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช

       ทั้งนี้ ส.ส.สาย กปปส.ได้ลุกขึ้นมาทักท้วงถึงการกระทำของผู้บริหารพรรคที่กำหนดรายชื่อมาล่วงหน้าแทนที่จะให้ที่ประชุมพิจารณาอย่างเป็นอิสระ ซึ่งเป็นวิธีการที่ไม่เคยทำมาก่อน โดยนายอิสสระ สมชัย ส.ส.บัญชีรายชื่อ อภิปรายได้แสดงความไม่พอใจในการกำหนดรายชื่อเช่นนี้เหมือนกับการจองกฐิน รวมถึงชี้ว่าคุณหญิงกัลยาเคยเป็นรัฐมนตรีมาก่อนแต่ไม่ได้มีผลงานโดดเด่นแต่อย่างได

        “ขณะที่ผมมีความอาวุโสและมีคุณสมบัติครบถ้วนเหมาะที่จะเป็นรัฐมนตรีในสัดส่วนของภาคอีสาน แต่ผู้บริหารกลับไม่เสนอรายชื่อ” นายอิสสระ กล่าว

         นอกจากนี้ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.ตรัง ยังได้ทักท้วงติงกรณีนายนิพนธ์ที่ได้ตำแหน่งรัฐมนตรี ทั้งๆ ที่ขณะนี้เป็นนายก อบจ.สงขลาอยู่ ถือว่าไม่เหมาะสม เนื่องจากที่ผ่านมาได้ลาออกจากพรรคไปทำงานการเมืองท้องถิ่น แต่ในขณะนี้จะลาออกจากการเมืองท้องถิ่นเพื่อกลับมาเป็นรัฐมนตรี ก็ถือว่าไม่ยุติธรรมกับคนในพรรค

         จากนั้นนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรค ได้ชี้แจงว่า นายนิพนธ์ เป็นนายก อบจ.ในนามพรรคและทำหน้าที่ได้ดี โดยสร้างชื่อเสียงให้กับพรรค มีผลงานในการนำยางพารามาทำเป็นถนน ถือเป็นต้นแบบที่รัฐบาลนำมาใช้ จึงถือว่ามีความเหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี อีกทั้งยังช่วยทำหน้าที่ประสานงานในการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ด้วย

         ขณะที่นายนิพนธ์ได้ชี้แจงว่า การที่ตนรับตำแหน่งรัฐมนตรีไม่ทำให้เกิดความเสียหายต่อพรรค และไม่ทำให้เสียงบประมาณของแผ่นดิน เนื่องจากการจะมีการเลือกตั้งท้องถิ่นหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับคำสั่งของ คสช. ซึ่งเชื่อว่าจะมีการเลือกตั้งใหม่ทั่วประเทศอยู่แล้ว

         รายงานข่าวแจ้งว่าในที่ประชุมมีการอภิปรายอย่างกว้างขวางแต่ก็ไม่สามารถหาข้อยุติได้ โดย ส.ส.จากสาย กปปส. พยายามผลักดันนายอิสสระแทนคุณหญิงกัลยา และนายสาทิตย์แทนนายนิพนธ์ แต่ก็ยังไม่ได้มีการลงมติเปลี่ยนแปลงผลการประชุมของคณะกรรมการบริหารพรรค

         กระทั่งเวลา 22.00 น. นายพีระพันธ์ สาลีรัฐวิภาค ส.ส.บัญชีรายชื่อ เสนอให้ผู้บริหารพรรคเปิดเผยให้ชัดเจนว่าใครจะได้ดำรงอยู่ตำแหน่งอะไร ทำให้นายจุรินทร์ได้สั่งพักการประชุม โดยมีการประชุมนอกรอบระหว่างบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นรัฐมนตรีทั้ง 7 คน และมีการพูดคุยกันราวครึ่งชั่วโมง

         จากนั้นนายเฉลิมชัยได้แจ้งต่อในที่ประชุมว่า นายจุรินทร์จะดำรงตำแหน่ง รองนายกฯ ควบ รมว.พาณิชย์ นายเฉลิมชัย รมว.เกษตรฯ นายนิพนธ์ บุญญามณี รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นายจุติ ไกรฤกษ์ รมช.มหาดไทย คุณหญิงกัลยา รมช.ศึกษาธิการ นายถาวร เสนเนียม รมช.คมนาคม นายสาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข โดยในที่ประชุมได้ลงมติด้วยเสียงส่วนใหญ่ให้การรับรองทั้ง 7 รายชื่อแล้ว

         ขณะเดียวกันที่เจ้าหน้าที่พรรคได้แจ้งกับผู้สื่อข่าวที่ปักหลักรอทำข่าวผลการประชุมว่า ไม่ต้องรอแล้ว เนื่องจากในคืนนี้ (14 มิ.ย.) จะไม่มีการแถลงข่าวแต่อย่างได โดยนัดหมายกับสื่อมวลชนคาดว่าจะมีการแถลงในเวลา 10.30 น.ของวันนี้

ส.ส.อีสาน พรรคพลังประชารัฐ ไล่บี้ทวงสัญญา บิ๊กตู่ “ขอเก้าอี้รัฐมนตรี”

         นายเอกราช ช่างเหลา ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์ ต่อสื่อมวลชน ที่ จ.ขอนแก่น ว่าในขณะนี้กลุ่ม ส.ส.อีสาน ทุกคนล้วนก็กลัวว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรมในการที่พรรคจัดสรรตำแหน่งต่างๆไว้ให้ ส.ส.ของพรรค ถึงขั้นผวา กลัวว่าจะถูกลอยแพ ของกลุ่ม สส.ในภาคอีสาน จนไม่มีบทบาทในการขับเคลื่อนนโยบายของพรรคใดๆ

         “เราได้มีการพูดคุยไว้ตั้งแต่เริ่มต้นให้อยู่เฉยๆ ทางผู้ใหญ่จะดูแลให้ดีที่สุดและจะดูแลให้อย่างทั่วถึง มีความเป็นธรรม แต่วันนี้ เท่่าที่เราสังเกตดู คนที่อยู่เฉยๆ มักจะเป็นสุภาพบุรุษหรือ ส.ส.ตลาดล่าง ไม่ได้รับการดูแล แต่คนที่ไปจี้ตั้งแต่เช้าจนถึงเย็นถึงจะได้รับการดูแล วันนี้กลุ่ม ส.ส.อีสาน มองว่าเราไม่ได้รับความเป็นธรรมในการจัดสรรตำแหน่งที่ ที่จะดูแลพี่น้องประชาชนในภาคอีสานตอนบน ซึ่งภาคอีสานมี 20 จังหวัด แต่ได้รับการดูแลเฉพาะแค่ที่ จ.นครราชสีมา มันเป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็ควรจะให้ความเป็นธรรมจัดสรรกันอย่างทั่วถึงด้วย”

         นายเอกราช ได้กล่าวต่ออีกไปว่า พรรคประชาธิปัตย์ ได้แสดงให้เห็นว่าผู้บริหารของพรรค มีความมุ่งมั่นชัดเจน โดยยืนยันในการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีของพรรคที่จะต้องมีอยู่ทุกภาค แม้แต่ภาคอีสานมีเสียงเพียงแค่ 2 คน ก็ต้องมีรัฐมนตรี 1 คน เพื่อที่จะขับเคลื่อนนโยบายของพรรค แต่ ส.ส.ของพรรคพลังประชารัฐเราไม่ได้รับการเหลียวแลจากผู้บริหารพรรคเท่าที่ควร จึงอยากจะสื่อไปถึงผู้บริหารให้ดูแลและให้ความเป็นธรรมอย่างทั่วถึงด้วย มิฉะนั้นนั้นกลุ่ม ส.ส.ภาคอีสาน จะหารือกันและทบทวน การทำงานร่วมกับพรรคพลังประชารัฐอีกต่อไป

         นายเอกราช กล่าวต่ออีกว่า ขณะนี้การจัดตั้งรัฐบาลเกือบเสร็จเรียบร้อยแล้วไปกว่า 90% ส.ส.อีสาน ไม่ได้เข้าไปก้าวก่ายการจัดสรรตำแหน่งหรือเรียกร้อง ทุกคนต่างก็อยู่นิ่งๆเพื่อให้ผู้ใหญ่สบายใจไม่ต้องอึดอัดในการที่จะจัดสรรตำแหน่งด้วยความเหมาะสม เพราะคิดว่าผู้ใหญ่ของพรรคต้องให้ความเป็นธรรมอย่างทั่วถึงอยู่แล้ว แต่พอฟังและนิ่งมาจนถึงนาทีสุดท้าย ทุกคนรู้สึกว่าจะไม่ได้รับการเหลียวแลเลย จึงต้องออกมาเรียกร้องกับผู้ใหญ่ไปว่า ควรจะดูแลให้ทั่วถึงและเท่าเทียมกัน เพื่อที่จะขับเคลื่อนพรรคพลังประชารัฐให้ก้าวหน้า ร่วมกันได้

ย้ำจะลาออกพรรค “ปชป.” เพื่อต้องการที่จะเป็นฝ่ายค้านอิสระ “ไอติม”

ไอติม พริษฐ์ ร่วมเสวนา 70 ปีธรรมศาสตร์ ย้ำจะลาออกจากพรรคประชาธิปัตย เพื่อทำตามสัญญากับประชาชน ต้องการที่จะเป็นฝ่ายค้านอิสระ รับโซเชียลมีเดียมีผลเกี่ยวกับการหาเสียง

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ อดีตสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ร่วมเสวนาการเมืองเรื่องเจนอเรชั่นนโยบายในฝันและอนาคตเศรษฐกิจของการเมืองไทย โอกาสครบรอบ 70 ปี สถาปนา คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยได้กล่าวไว้ว่า การตัดสินใจที่จะลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ ถือว่าได้ทำตามสัญญากับประชาชนที่ต้องการเป็นฝ่ายค้านอิสระแล้ว เพราะขณะนี้ได้เป็นอิสระแล้ว

เหตุผลหนึ่งที่อยากจะออกจากพรรค ก็อยากให้พรรคปฏิรูปการเมืองตรงตามทิศทางของพรรคที่ได้ให้ไว้กับประชาชน แต่การปฏิรูปก็ไม่เกิดขึ้นจริง และได้เห็นว่าการพัฒนาทางการเมืองก็ถดถอยลง คนในคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ที่จะมีขึ้น หลายคนก็มาจากคนที่พลเอกประยุทธ์ต่อต้านทั้งนั้น

พร้อมยอมรับว่า โซเชียลมีเดียมีผลอย่างมากต่อการหาเสียง และได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ ระหว่างประชาชนกับนักการเมือง เห็นได้ชัดๆจากการลงพื้นที่ หาเสียงบางกะปิ คนในพื้นที่,คนท้องถิ่น ไม่ค่อยพูดถึงพรรคอนาคตใหม่สักเท่าไหร่ แต่คะแนนเลือกตั้งมีมากกว่า คะแนนที่ตัวเองควรจะได้รับ

“ศรีสุวรรณ” จ่อที่จะนำพลพรรคไทรักธรรม ร้อง ป.ป.ช.สอบจะเอาผิด กกต.

         ก่อนหน้านี้ กกต. ได้ออกหนังสือแจ้ง ในกรณีพรรคไทรักธรรมหลุดเก้าอี้ ส.ส. เพราะว่าคะแนน พรรคประชาธิปัตย์เพิ่ม เนื่องจากบางเขตที่ไม่ได้เอาคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้า-นอกราชอาณาจักรมานับรวมด้านพรรคไทรักธรรมและศรีสุวรรณเตรียมร้องเรียน ป.ป.ช. เพื่อกล่าวโทษ กกต. หลังจากที่พรรคไทรักธรรมหลุดจากตำแหน่ง ส.ส. ได้มองว่าเรื่องที่เกิดขึ้นมีพิรุธ

         นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ได้เปิดเผยว่า สมาคมฯได้รับการร้องเรียนจากพรรคไทรักธรรม ว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศผลการเลือกตั้ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ (ครั้งที่ 2) เมื่อวันที่ 28 พ.ค.2562 ที่ผ่านมา ทำให้ ส.ส. หนึ่งเดียวในพรรคไทรักธรรมหลุดออกจากตำแหน่งไปอย่างมีพิรุธ โดยที่พรรคไทรักธรรมได้ไปยื่นคำร้องคัดค้านต่อ กกต.แล้วถึง 7 รอบแต่ก็ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด

         ล่าสุดเลขาธิการ กกต.ได้ตอบหนังสือมายังพรรคไทรักธรรมแล้วยอมรับว่า เหตุดังกล่าวเป็นเพราะว่าคณะกรรมการการที่เลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งบางแห่งไม่ได้นำผลคะแนนที่ออกเสียงลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนอกเขตเลือกตั้ง และนอกราชอาณาจักร มารวมผลคะแนนด้วย ซึ่งการยอมรับดังกล่าวขัดแย้งต่อผลการประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง ส.ส. ในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2562

         และผลการเลือกตั้ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ เมื่อวันที่ 8 พ.ค.2562 ที่ระบุว่าเป็นผลคะแนนมาจาก 349 เขตเลือกตั้ง ซึ่งขัดต่อ พ.ร.ป.การเลือกตั้ง สส. 2561 ในหมวดที่ว่าด้วย การนับคะแนนและการรวมคะแนน” โดย ม.123 บัญญัติไว้ชัดเจนว่า “เมื่อรวบรวมผลการนับคะแนนทุกหน่วยเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้น รวมทั้งคะแนนที่ได้จากการออกเสียงลงคะแนนและก่อนวันเลือกตั้งและคะแนนที่ได้จากการลงคะแนนเลือกตั้ง นอกราชอาณาจักรแล้ว ได้ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประจําเขตเลือกตั้งประกาศผลการนับคะแนน ผู้สมัครแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และคะแนนที่ไม่เลือกผู้สมัครผู้ใด แล้วรายงานผลการนับคะแนนต่อ ผู้อํานวยการการเลือกตั้งประจําจังหวัดและคณะกรรมการโดยเร็ว

         ดังนั้น การนำผลคะแนนก่อนวันที่จะเลือกตั้งในเขตเลือกตั้ง นอกเขตเลือกตั้งและนอกราชอาณาจักร มารวมผลคะแนนใหม่แล้วประกาศในวันที่ 28 พ.ค.62 ที่ผ่านมาจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

         การกระทำดังกล่าว เมื่อนับรวมคะแนนของทุกพรรคการเมืองที่มีการเลือกตั้งซ่อมในเขต 8 จ.เชียงใหม่ ให้ครบ 100% จำนวน 350 เขต มีข้อพิรุธขึ้นมาทันทีเลยว่า ทำไมมีบางพรรคการเมืองที่มีจำนวนคะแนนเพิ่มขึ้นถึงอย่างผิดสังเกตอย่างไร้เหตุผลถึง 9,894 คะแนน ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการคิดคำนวณคะแนน ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อขึ้นมาอย่างทันที ทำให้ ส.ส.พรรคไทรักธรรม หลุดออกจากตำแหน่งไป และมี ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคพลังประชารัฐ และพรรคประชาธิปัตย์เข้ามาเสียบแทนอย่างน่าสงสัย และเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในหมู่ของประชาชนทั่วประเทศ

         ดังนั้น ข้ออ้างของเลขาธิการ กกต.นั้น ย่อมเป็นการยอมรับในผลของการปฏิบัติที่ไม่เป็นไปตาม ม.123 พ.ร.ป.การเลือกตั้ง ส.ส. 2561 คือหมายถึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งหมายความรวมถึงคณะกรรมการ กกต. ทั้ง 7 คนที่จะต้องรับผิดชอบต่อกรณีดังกล่าวต้องเข้าข่ายทุจริตต่อหน้าที่ด้วย และให้เสนอศาลเพื่อสั่งให้การประกาศผลการเลือกตั้งวันที่ 28 พ.ค.62 เป็น “โมฆะ” อีกต่อไป

         ด้วยเหตุดังกล่าวสมาคมฯและพรรคไทรักธรรมจะนำความพร้อมพยานหลักฐานไปร้องเรียนกล่าวโทษ กกต. และเลขาธิการ กกต.ต่อ คณะกรรมการ ป.ป.ช.เพื่อเอาผิดตามกฎหมายต่อไป ในวันพุธที่ 19 มิ.ย.62 เวลา 10.00 น. ณ สำนักงาน กกต. ถนนสนามบินน้ำ นนทบุรี